The Power of Change
(เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น) ศุภกิจ รุ่งโรจน์ / ประชาชาติ ธุรกิจ
อาจเป็นเพราะ "ศุภกิจ รุ่งโรจน์" คือประธานกรรมการบริษัท พิซซ่า ทูเดย์ จำกัด ที่ไม่เพียงทำธุรกิจเกี่ยวกับ "พิซซ่าลอยฟ้า" หรือ "flying pizza"
บริการอาหารว่างประเภทรับประทานเล่นในชื่อซูการ์บัน
หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทเบเกอรี่ในชื่อเบเกอรี่ทูเดย์
จึงทำให้ "ศุภกิจ" ในฐานะประธานกรรมการ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันธุรกิจให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วที่สุด
เพราะดังที่ทราบ ธุรกิจประเภทเดียวกันนี้ มีเจ้าตลาดครองอยู่เพียงไม่กี่เจ้า ดังนั้น การที่ "พิซซ่า ทูเดย์" จะเข้ามาแทรกตลาด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวาง แผนเป็นขั้นเป็นตอนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาด เพราะไม่เช่นนั้น ธุรกิจพิซซ่า ทูเดย์ของ "ศุภกิจ" จะถูกกลืนไปกับตลาดในที่สุด เช่นนี้เองจึงทำให้ "ศุภกิจ" พยายามอย่างยิ่งที่จะนำจุดแข็งของตัวเองมาสร้างเป็นจุดขาย ทั้งในเรื่องของการศึกษา ที่เรียนจบจากสถาบัน CIA (Culinary Institute of America) ซึ่งเป็นสถาบันที่ผลิตเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศสหรัฐ อเมริกา โดยสถาบันนี้ นอกจาก "ศุภกิจ" จะเป็นนักเรียนไทยคนหนึ่งที่จบการศึกษาที่นี้แล้ว ยังมี "ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์" อีกคนหนึ่ง ที่เรียนจบจากสถาบันแห่งนี้ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ "ศุภกิจ" ค่อนข้างมีความเชื่อมั่นในฝีมือ เพราะก่อนที่เขาจะเข้ามาทำธุรกิจพิซซ่า ทูเดย์ เขาเคยร่วมแข่งขันการประกวดควงแป้งพิซซ่าลอยฟ้า ในงาน Pizza World Game ที่ ลาสเวกัส มลรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกามาก่อน โดยการประกวดครั้งนี้เขาสามารถคว้ารางวัลรองแชมเปี้ยนโลกมาได้ในที่สุด ดังนั้น เมื่อเขาก้าวเข้ามาทำธุรกิจพิซซ่า ทูเดย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาจึงได้นำจุดขายในเรื่อง "พิซซ่าลอยฟ้า" หรือ "flying pizza" มาเป็นจุดขายด้วย
ซึ่งไม่เพียงจะทำให้ลูกค้าต่างรู้จักเขามากขึ้น ! แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อว่ามีลูกค้า หรือผู้คนรู้จักเขามากขึ้นคือสไตล์การบริหาร และวิธีการพูดต่อหน้าสาธารณชนของเขา โดยเฉพาะในเรื่องของ "พลังแห่งการเปลี่ยน แปลง" หรือ "The Power Of Change" "คือต้องบอกก่อนว่า ในเรื่องธุรกิจก็เป็นเรื่องของธุรกิจ และธุรกิจของผมเป็นธุรกิจอาหารและการบริการ ดังนั้น บุคลากรของผมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีใจรักทางด้านนี้"
"นอกจากใจรักแล้ว เขายังต้องมีความอดทน และอึดด้วย เพราะธุรกิจของเราใช้คนเป็นกำลังหลัก ดังนั้น พนักงานฝ่ายขายทุกคนจึงต้องถูกอบรมมาโดยเฉพาะและไม่ใช่อบรมเพียงครั้ง 2 ครั้งเท่านั้น เราอบรมกันอยู่เสมอ"
"เพราะอย่าลืมว่า เรามีพนักงานประมาณ 250 กว่าคน ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ ดังนั้น ถ้าเราไม่มีการอบรม เขาก็จะไม่มีความกระตือรือร้น เหมือนอยู่ไปวันหนึ่งๆเท่านั้น เหตุนี้เอง เราจึงต้องทำให้เขาเข้าใจในธุรกิจเสียก่อน"
"จากนั้นจึงต้องทำให้เขารักในอาชีพของเขา เราต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้เขา เราต้องให้โอกาสเขา และเราก็ต้องพยายามที่จะทำให้เขาก้าวไปในอาชีพต่อไปให้ได้"
ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ "ศุภกิจ" กำหนดวิสัยทัศน์ สำหรับการบริหารบริษัท พิซซ่า ทูเดย์ จำกัดว่า "ภายในปี พ.ศ. 2550 มีประชากร 65 ล้านคน ในประเทศไทยต้องรู้จักสินค้าของเรา และบริโภคสินค้าของเราอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยเฉลี่ยวันละชิ้นต่อคน ทำให้บริษัทมียอดขายสูงขึ้น กำไรสูงขึ้น หุ้นส่วน และพนักงานจะได้ส่วนแบ่งกำไร และช่วยกันนำพาธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"
ขณะที่ "ภาระหน้าที่" หรือ "mission statement" ศุภกิจกำหนดไว้ 4 ประการคือ
1.การทำให้ลูกค้าพอใจ (customer satisfaction) 2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ และความรู้อยู่เสมอ (development) 3.ความอึด อดทน กระตือรือร้น กัดไม่ปล่อย อีกนิด (maintain culture) 4.การสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง (profit)
ฉะนั้น ภายใต้วิสัยทัศน์และภาระหน้าที่ที่ "ศุภกิจ" กำหนดเป็นยุทธศาสตร์จึงค่อนข้างสอด คล้องและสอดรับกับเรื่องการพัฒนาคนและองค์กรอย่างหลอมรวมกัน
"ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า พนักงานที่อยู่ในองค์กรของผม ไม่ได้อยู่เพราะแบรนด์พิซซ่า ทูเดย์ เพราะแบรนด์พิซซ่า ทูเดย์ ไม่ใช่แบรนด์ดัง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เขาภูมิใจในแบรนด์นี้สักเท่าไหร่ แต่ผมมีความเชื่อว่า ที่พนักงานของผม 250 กว่าคนอยู่กับผมมาทุกวันนี้ เป็นเพราะผม"
"ฉะนั้น การที่จะทำให้พนักงานกว่า 250 คนอยู่กับผมมาได้ 5-6 ปี หรือ 10 กว่าปีขึ้นไป แสดงว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ อย่างหนึ่งที่ผมบอกได้เลยคือผมเป็นคนไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้ และไม่ทำให้ลูกน้องรู้สึกได้ว่าผมเป็นคนอ่อนแอ"
"ตรงข้าม ผมกลับมีพลังอย่างเหลือเฟือ ผมเชื่อมั่นในจิตใต้สำนึก เชื่อมั่นในพลังแห่งจิต และเชื่อในเรื่องของจิตวิทยา และเท่าที่ผมมองจากประสบ การณ์ของผมคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบิล เกตส์ หรือใคร ๆ เขามักจะมีพลังอย่างเหลือเฟือ"
"เขามีความเป็น leadership และมีวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า ดังนั้น เมื่อลูกน้องทราบว่าผู้บริหารของเขาเป็นแบบนี้ เขาจะคลายกังวล มีความรู้สึกเชื่อมั่น ทั้งต่อตัวผู้นำองค์กรและองค์กร ดังนั้น ไม่ว่าองค์กรจะพบเจออุปสรรคใดๆ เขาก็จะมองผู้นำองค์กร ว่าจะนำพาไปอย่างไร"
"เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ มันต้องฝึกฝนพอสมควร ไม่ใช่ leadership ทุกคนจะเป็นได้แบบนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าผมฝึกฝนอย่างไร ผมบอกได้เลยว่า ผมมีวิธีการฝึกอยู่ 2 อย่าง อย่างหนึ่งคือฝึกจากคนที่ประสบความสำเร็จ กับอีกอย่างหนึ่งคือฝึกด้วยตัวเอง"
แต่กระนั้น "ศุภกิจ" ก็รู้ดีว่า นอกเหนือจากบทบาททางธุรกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ อย่างดีก็แค่ทำให้ผู้คนรู้จักพิซซ่า ทูเดย์ มากขึ้นไปไม่เท่าไหร่นักเพราะยังมีเจ้าตลาดปกคลุมอยู่พอสมควร ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้ เพื่อก้าวเข้าสู่กลยุทธ์ win win game คือต้องพยายามที่จะต้องเอาตัวเองออกไปพรีเซนต์ต่อสาธารณชน ทั้งในเรื่องของชีวิต วิธีคิด และการดำเนินธุรกิจ
"ผมทราบดีว่า พิซซ่า ทูเดย์ สามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน และผมก็ทราบดีว่า ชีวิตที่ผ่านมา ผมผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว ฉะนั้น ทางเดียวที่จะทำให้ผู้คนรู้จักธุรกิจของผม และรู้จักผมไปพร้อมๆ กัน คือต้องเอาตัวเองออกไปพรีเซนต์ต่อสาธารณะ"
"ประกอบกับผมมีความชื่นชอบแอนโธนี ร็อบบิ้นส์ นักปลุกระดมทางความคิดชาวสหรัฐอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้ผมพยายามศึกษาวิธีการพูดของเขา และยิ่งมีโอกาสไปฟังเขาพูดที่สิงค์โปร์ด้วย ก็ยิ่งทำให้ผมเกิดประกายทางความคิด จนทำให้เกิดโปรเจ็กต์พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือ The Power of Change ขึ้น"
"พูดง่ายๆ คือโปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้นเพราะแอนโธนี ร็อบบิ้นส์ ซึ่งผมนับถือเขาเป็นโค้ชคนหนึ่ง และผมก็เชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เราควรที่จะมีโค้ชช่วยเหลือบ้าง เพราะโค้ชจะมองเห็นจุดอ่อน และนำจุดอ่อนมาเปลี่ยนเป็นจุดแข็ง ปรับจุดแข็งให้เป็นจุดที่แข็งกว่า"
"เหมือนอย่างเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของโค้ช คือเออร์นี่ เอลส์ นักกอล์ฟมืออันดับสองของโลกชาวแอฟริกาใต้ ทรรศนะส่วนตัว ผมมองว่าวงสะวิงของไทเกอร์ วูดส์ยังสวยสู้วงสะวิงของเออร์นี่ไม่ได้ แต่ไทเกอร์กลับเป็นแชมป์มากกว่า"
"ดังนั้น พอต้นปี 2546 ผมจึงลองศึกษาสถิติการตีกอล์ฟของเออร์นี และพบว่าเขาชนะมากเป็นสิบๆ ครั้งภายในช่วงเวลา 2-3 เดือน ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเมื่อก่อนเขาทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำได้ จนกระทั่งผมไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของเขาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง"
"เออร์นีบอกว่า สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาคือ เขาได้เจอโค้ชทางสมองสอนเขาในเรื่องของความคิด คือวันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายหลังจากที่เขาตีกอล์ฟเสร็จ ผู้ชายคนนั้นบอกเขาว่า คุณดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีอะไรเลย พูดเสร็จเขาก็เดินหนีไป"
"เออร์นีตั้งสติได้ จึงรีบเดินไปถามว่า คุณกล้าดีอย่างไรถึงพูดอย่างนี้ คุณหมายความว่าอย่างไร ผู้ชายคนนั้นใจเย็นตอบเออร์นีว่า เออร์นีคุณจะเป็นหนึ่งได้ แต่คุณต้องเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงคือการเพ่งมองที่ตัวเอง อย่าเพ่งมองคนอื่น เพราะที่ผ่านมา คุณมัวแต่มองแต่ไทเกอร์"
"ทั้งเรื่องสถิติของเขา ดูว่าเขาตีดีอย่างไร ได้เท่าไหร่แล้ว การมองดู หรือกังวลกับคนอื่น จะทำให้คุณหลุดการควบคุมตัวเอง เออร์นี่นิ่งฟัง และคิดตาม จริงด้วย เราไม่เคยมองที่ตัวเรา เรามัวแต่ไปมองคนอื่น แทนที่จะดูจุดอ่อน จุดแข็งตัวเองแล้วพัฒนา แต่กลับไปกังวลกับคนอื่น เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราเองได ้ ดังนั้น ตั้งแต่นั้นมาเออร์นี่ชนะรวดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"
ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเรื่องหนึ่งที่ "ศุภกิจ" นำมาเล่า และพูดให้พนักงานฟังอยู่เสมอๆ ทั้งนั้นเพียงเพื่อให้พนักงานเห็นว่า การที่เราคิดที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่นควรเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนดีกว่า
เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสิ่งที่ง่ายกว่า แถมทำได้ทันที แต่ในทางตรงกันข้าม "ศุภกิจ" รู้ดีว่าน้อยคนนักที่จะยอมรับตัวเอง น้อยคนนักที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง เพราะชอบมองคนอื่นผิดเสมอ เหตุนี้เอง ในการอบรมพนักงานทุกครั้ง หรือการไปบรรยายตามมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชน รวมทั้งการจัดทอล์กโชว์บนเวทีฟอรั่มต่างๆ "ศุภกิจ" จึงมักจะนำเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไปพูดให้ฟังอยู่เสมอ
เพื่อว่าพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงน่าจะช่วยเหลือใครๆ ได้บ้าง ? เพราะที่ผ่านมา "ศุภกิจ" พิสูจน์แล้วว่า "พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง" หรือ "The Power of Change" สามารถช่วยเหลือเขาได้จริงๆ อย่างน้อยในเรื่องของการพัฒนาคนและองค์กร เรื่องธุรกิจ หรือการดำเนินวิถีชีวิต เขาจึงอยากที่จะให้ใครๆ เป็นเหมือนเขาบ้าง อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งก็ยังดี?
















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น